การค้าขายและการลงทุน
การค้าขายและการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและประเทศไทย ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ซึ่งแน่นอนว่าการค้าขายนี้ต้องกระทำการกันภายในกรอบของนโยบายและระเบียบข้อบังคับในหลายด้าน ประสบการณ์ของสหภาพยุโรปในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและการร่างระเบียบข้อบังคับต่างๆ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถพัฒนานโยบายและสถาบันการเงินให้พร้อมสำหรับการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเศรษฐกิจชาติอาเซียน อันจะนำไปสู่การเป็นสมาชิกเขตการค้าเสรีอาเซียนในที่สุด
ประเทศไทยและสหภาพยุโรปจะร่วมมือกันเพื่อพัฒนาการค้าขายและการลงทุนใน 4 ด้านหลัก ดังต่อไปนี้
ก) ศุลกากร
สหภาพยุโรปมีประสบการณ์มากมายในการบังคับใช้มาตรฐานทางศุลกากรที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งร่างขึ้นโดยองค์การศุลกากรโลก (World Customs Organization หรือ WCO) ในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม และประสบการณ์นี้ ก็สามารถนำมาใช้สร้างความเข้าใจในมาตรฐานเหล่านี้ให้แก่รัฐบาล องค์กร และบริษัทเอกชนในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประเทศไทยสามารถปฎิบัติงานด้านศุลกากรได้ตามมาตรฐาน Framework of Standards to Secure and Facilitate Global Trade (SAFE) ขององค์การศุลกากรโลก
รายการกิจกรรมเกี่ยวกับระบบภาษีอากร
ข) ภาษีอากร
โครงสร้างทางภาษีอากร ถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าและส่งออกเป็นอย่างมาก เช่นอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ สหภาพยุโรปและประเทศไทยได้จับมือกันเพื่อร่วมออกแบบมาตรการทางภาษีที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมเหล่านี้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก และยังปราศจากซึ่งระเบียบข้อบังคับที่อาจนำไปสู่ผลร้ายหรือการกีดกันทางการค้าอีกด้วย
รายการกิจกรรมเกี่ยวกับระบบภาษีอากร
ค) การเข้าถึงตลาด
สหภาพยุโรปได้วางระบบมาตรการโดยละเอียดเพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าและบริการที่นำเข้ามายังประเทศสมาชิกมีคุณภาพอยู่ในระดับที่ได้มาตรฐาน ด้วยเหตุนี้เอง บริษัทไทยที่ต้องการจะส่งออกสินค้าและบริการไปยังตลาดยุโรปจึงต้องพัฒนามาตรฐานของตนให้มีคุณภาพเพียงพอเสียก่อน ภายใต้โครงการ TEC II นี้ สหภาพยุโรปจะก้าวเข้ามาช่วยสร้างความเข้าใจในมาตรฐานเหล่านี้ให้แก่นักธุรกิจไทย เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจของไทยสามารถเข้าถึงตลาดในยุโรปได้