สหภาพยุโรปเปิดตัวโครงการใหม่เพื่อสนับสนุนแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืนสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาในประเทศไทย
ฯพณฯ นางหลุยซา ราเกอร์ เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) กลุ่มความร่วมมือของ International Rescue Committee และ Expertise France ได้ร่วมลงนามในความตกลงฉบับใหม่ เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาในพื้นที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่ง ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี และราชบุรี รวมถึงแรงงานข้ามชาติที่อาศัยอยู่นอกพื้นที่พักพิงชั่วคราวในจังหวัดตาก เพื่อส่งเสริมการพึ่งพาตนเองและการมีส่วนร่วมในสังคมไทย
EUDEL Thailand
โครงการนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยกำลังพัฒนานโยบายเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยการสู้รบสามารถเข้าถึงการจ้างงานอย่างถูกกฎหมายและบริการของรัฐ โครงการจะสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวผ่านการเสริมสร้างระบบสาธารณสุข การพัฒนากลไกคุ้มครองเด็ก และการขยายโอกาสด้านอาชีพ พร้อมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรด้านมนุษยธรรมและหน่วยงานของรัฐไทย โดยมีส่วนช่วยในการเปลี่ยนผ่านจากความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ดำเนินมาเป็นเวลายาวนานไปสู่แนวทางที่ยั่งยืนและยึดโยงกับระบบในประเทศ
ฯพณฯ นางหลุยซา ราเกอร์ เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวว่า:
“สหภาพยุโรปยังคงมุ่งมั่นในการสนับสนุนประเทศไทยในการพัฒนาแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืนและครอบคลุมสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา ในช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนี้ ความร่วมมือของเรามุ่งให้ผู้หนีภัยการสู้รบไม่เพียงได้รับการคุ้มครอง แต่ยังสามารถพึ่งพาตนเองและมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มที่ เรากำลังร่วมกันสร้างเส้นทางสู่ศักดิ์ศรี ความเข้มแข็ง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน”
นางสาวพินท์สุดา ชัยนาม อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า:
“ประเทศไทยขอชื่นชมการตัดสินใจของสหภาพยุโรปในการเพิ่มงบประมาณสนับสนุนโครงการระหว่างปี พ.ศ. 2569 – 2571จาก 12 ล้านยูโรเป็น 15 ล้านยูโร การสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นนี้มีความเหมาะสมอย่างยิ่งในช่วงที่เรากำลังเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาความช่วยเหลือไปสู่การพึ่งพาตนเองและการมีส่วนร่วมในสังคมของผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา”
นางแทมมี ชาร์ป ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า:
“โครงการนี้เป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมการคุ้มครองและการมีส่วนร่วมของผู้หนีภัยการสู้รบในประเทศไทย ผ่านการเสริมสร้างระบบคุ้มครองเด็กและการสนับสนุนการเข้าถึงบริการของรัฐและโอกาสในการจ้างงาน ซึ่งจะช่วยให้ผู้หนีภัยสามารถเปลี่ยนผ่านได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี พร้อมทั้งวางรากฐานสำหรับแนวทางแก้ไขในระยะยาว”
นายดาร์เรน เฮิร์ตซ์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย International Rescue Committee กล่าวว่า:
“โครงการนี้ ต้องการผลักดันให้ผู้พลัดถิ่นสามารถเข้าถึงบริการที่จำเป็นอย่างเท่าเทียม พร้อมทั้งพัฒนาทักษะและโอกาสที่จำเป็นสำหรับการพึ่งพาตนเอง การสนับสนุนด้านอาชีพและการมีส่วนร่วมในสังคมจะช่วยให้ครอบครัวสามารถปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างมั่นใจและเข้มแข็งยิ่งขึ้น”
นายเอริก เฟลอเตอลอท์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค กลุ่มงานโรคระบาด กรมสุขภาพ Expertise France กล่าวว่า:
“การเพิ่มการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืนและครอบคลุม โครงการนี้จะช่วยเสริมสร้างระบบสาธารณสุขในพื้นที่ สนับสนุนบุคลากรด่านหน้า และขยายการเข้าถึงบริการสำหรับกลุ่มเปราะบาง”
EUDEL Thailand
เกี่ยวกับโครงการ
โครงการประกอบด้วยโครงการความร่วมมือมูลค่า 10.5 ล้านยูโร โดยจะดำเนินการนำโดย International Rescue Committee เพื่อสนับสนุนบริการที่จำเป็นและการเตรียมความพร้อมด้านการจ้างงานสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบใน พื้นที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่ง โดยมีพันธมิตร ได้แก่ Save the Children Thailand, COERR, Malteser International, ADRA และ Humanity and Inclusion
โครงการมูลค่า 2 ล้านยูโร ดำเนินการนำโดย Expertise France ร่วมกับ Borderland Health Foundation, Dreamlopments, แม่ตาวคลินิค และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) เพื่อปรับปรุงการเข้าถึงบริการสาธารณสุขในจังหวัดตาก
นอกจากนี้ ยังมีโครงการมูลค่า 2.5 ล้านยูโร ดำเนินการนำโดย สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างระบบคุ้มครองเด็กและสนับสนุนการบูรณาการผู้หนีภัยการสู้รบเข้าสู่ระบบของประเทศ
โครงการจะสนับสนุนทั้งผู้หนีภัยการสู้รบและแรงงานข้ามชาติ โดยเพิ่มการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ การคุ้มครองเด็ก และบริการที่จำเป็น พร้อมทั้งขยายโอกาสด้านอาชีพให้สอดคล้องกับนโยบายของประเทศไทย โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก คนพิการ และผู้หญิงที่เผชิญความเสี่ยงสูง
ข้อมูลพื้นฐาน
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสถานการณ์ผู้ลี้ภัยยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมากกว่า 80,000 คนอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวตามแนวชายแดน
นโยบายรัฐบาล รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยสามารถเข้าถึงการจ้างงานอย่างถูกกฎหมาย ถือเป็นก้าวสำคัญสู่แนวทางแก้ไขที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างปลอดภัย เป็นระเบียบ และครอบคลุม
สหภาพยุโรปเป็นพันธมิตรระยะยาวในการสนับสนุนผู้หนีภัยการสู้รบและชุมชนเจ้าบ้านในประเทศไทย โดยทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรสหประชาชาติ และภาคประชาสังคม
ดาวน์โหลดข่าวแจกได้ที่: