แถลงการณ์โดยผู้แทนระดับสูง นายโจเซพ บอเรลล์ เกี่ยวกับเหตุการณ์ครบรอบ 1 ปีรัฐประหารในประเทศเมียนมา

03.02.2022
Brussels

แถลงการณ์โดยผู้แทนระดับสูง นายโจเซพ บอเรลล์ เกี่ยวกับเหตุการณ์ครบรอบ 1 ปีรัฐประหารในประเทศเมียนมา

เมื่อ 1 ปีที่แล้ว ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 ทหารในเมียนมาใช้กำลังโค่นล้มรัฐบาลพลเรือน ซึ่งถือเป็นการการละเมิดเจตจำนงของประชาชนชาวเมียนมา ที่ได้แสดงออกอย่างชัดเจนผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563  การกระทำนี้ทำให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของเมียนมาต้องชะงักลง และยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในด้านมนุษยธรรม สังคม ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสิทธิมนุษยชน นับตั้งแต่วิกฤตนี้เริ่มต้นขึ้น สหภาพยุโรปได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเรายืนเคียงข้างประชาชนชาวเมียนมาเสมอมา และเรามุ่งมั่นสนับสนุนการนำประเทศเมียนมากลับเข้าสู่เส้นทางของประชาธิปไตย

สหภาพยุโรปมีความกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อความรุนแรงที่ยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาการที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งยืดเยื้อ อันจะส่งผลต่อภูมิภาค ตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร สถานการณ์ในเมียนมามีพัฒนาการถดถอยลงอย่างมากตลอดมา ประชากรส่วนใหญ่อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงภัยอย่างยิ่ง โดยต้องเผชิญกับภัยความยากจน การขาดแคลนอาหาร การถูกบังคับพลัดถิ่น และความรุนแรง มีผู้คนมากกว่า 1,500 คนถูกสังหาร กว่า 8,600 คนถูกควบคุมตัว และมี 80 คนถูกตัดสินประหารชีวิต นับตั้งแต่กองทัพเข้ายึดอำนาจการปกครอง มีผู้คนมากกว่า 400,000 คนถูกบังคับพลัดถิ่น ในจำนวนนี้ยังไม่รวมถึงผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาอีกกว่าล้านคนที่ต้องลี้ภัยไปยังประเทศข้างเคียง

สหภาพยุโรปขอประณามอย่างถึงที่สุดต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง รวมไปถึงการทรมาน การใช้ความรุนแรงทางเพศและเพศสภาพ รวมทั้งการดำเนินคดีต่อภาคประชาสังคม ผู้สื่อข่าว นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และการที่กองทัพเมียนมาโจมตีกลุ่มพลเรือนอย่างกลุ่มชาติพันธุ์และชนกลุ่มน้อยทางศาสนา ด้วยเหตุนี้ สหภาพยุโรปจึงขอเรียกร้องให้ผู้ก่อการรัฐประหารและผู้กระทำความรุนแรงแสดงความรับผิดชอบ เราขอย้ำข้อเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมโดยพลการ เนื่องมาจากการต่อต้านรัฐประหารในทันทีโดยปราศจากเงื่อนไข และขอให้มีการคืนอำนาจแก่รัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งผ่านกระบวนการทางประชาธิปไตย

สำหรับสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรก สหภาพยุโรปย้ำถึงข้อเรียกร้องให้มีการหยุดการกระทำอันเป็นปรปักษ์ และยุติการใช้กำลังอย่างไม่ได้สัดส่วนและการประกาศภาวะฉุกเฉิน กองทัพเมียนมาต้องรับประกันการเข้าถึงความช่วยเหลือมนุษยธรรมที่รวดเร็ว ปลอดภัย และปราศจากการขัดขวางแก่ผู้พลัดถิ่นและผู้ที่มีความจำเป็นในทุกพื้นที่ของประเทศ สหภาพยุโรปจะยังคงให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ตามหลักมนุษยธรรม ความเป็นกลาง อย่างปราศจากอคติ และเป็นเอกเทศ รวมทั้งเน้นย้ำถึงข้อเรียกร้องให้มีการเคารพกฎหมายด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างครบถ้วนโดยทันที

สหภาพยุโรปยืนยันถึงการสนับสนุนอย่างหนักแน่นที่มีต่อความพยายามของอาเซียนในการหาทางออกจากวิกฤตครั้งนี้ด้วยสันติ และเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่เมียนมาจะต้องปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน ที่ให้ไว้เมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2654 อย่างเต็มที่โดยทันที โดยเฉพาะข้อที่ว่าด้วยการหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวทั้งรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ คณะกรรมการผู้แทนสมัชชาแห่งสหภาพ และกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงมอบอำนาจให้ผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียนอนุญาตให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าถึงการหารือ สหภาพยุโรปให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่กับโนลีน เฮย์เซอร์ ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติเรื่องเมียนมา และยินดีที่ได้เห็นการประสานอย่างใกล้ชิดกับอาเซียน สหภาพยุโรปเห็นพ้องกับข้อเรียกร้องของผู้แทนพิเศษในการพยายามสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย และสร้างให้เกิดพัฒนาการที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่

สืบเนื่องจากความรุนแรงที่ทวีคูณขึ้นในเมียนมา การตอบโต้จากนานาชาติในทิศทางเดียวกับนโยบายคว่ำบาตรทางการทหารที่สหภาพยุโรปได้ดำเนินการมาก่อนหน้าแล้วยิ่งจำเป็นมากขึ้น ทั้งนี้นับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 สหภาพยุโรปได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อกองทัพเมียนมา ผู้นำ และหน่วยงานต่าง ๆ  หากสถานการณ์ในเมียนมายังคงไม่ดีขึ้น สหภาพยุโรปพร้อมใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้น กับผู้ที่มีส่วนในการบ่อนทำลายประชาธิปไตยและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในเมียนมา