สหภาพยุโรปและประเทศไทย
หน้านี้แสดงข้อมูลโดยสังเขปเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรป (EU) และประเทศไทยในด้านต่าง ๆ เช่น ความสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และการค้า ความร่วมมือทางการเงิน และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
ความสัมพันธ์ทางการเมือง
เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565 สหภาพยุโรปและประเทศไทยได้ลงนามในกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้านระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศไทย (EU-Thailand Partnership and Cooperation Agreement: PCA) ระหว่างการประชุมสุดยอดรำลึกครบรอบความสัมพันธ์อาเซียน–สหภาพยุโรป (EU-ASEAN Commemorative Summit) ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม กรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศไทย (PCA) มีผลบังคับใช้เป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2567
กรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน (PCA) มีผลบังคับใช้เป็นการชั่วคราวเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2567 กรอบความร่วมมือสมัยใหม่นี้ช่วยขยายความร่วมมือในหลากหลายด้าน อาทิ การหารือทางการเมือง การค้าและการลงทุน กระบวนการยุติธรรมและกิจการภายใน สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม พลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การคมนาคม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การย้ายถิ่นฐาน การศึกษา การเกษตร และวัฒนธรรม นอกจากนี้ PCA ยังครอบคลุมประเด็นร่วมสมัยต่าง ๆ เช่น ความมั่นคงทางไซเบอร์ ปัญหาดิจิทัล เทคโนโลยีการสื่อสาร และข้อมูลบิดเบือน
อ่านเอกสารข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่: https://www.eeas.europa.eu/delegations/thailand/eu-thailand-relations-partnership-and-cooperation-agreement_en?s=181
ความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจ
สหภาพยุโรปเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 4 ของประเทศไทย ขณะที่ประเทศไทยเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 4 ของสหภาพยุโรปในภูมิภาคอาเซียนเช่นกัน
เพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น สหภาพยุโรปและประเทศไทยได้กลับมาเดินหน้าการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) อีกครั้งในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 การประกาศดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญสู่การเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับประเทศไทย และยืนยันถึงความสำคัญของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกต่อวาระด้านการค้าของสหภาพยุโรป ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศไทยในอนาคตยังถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ของสหภาพยุโรปกับภูมิภาคที่กำลังเติบโตแห่งนี้ ทั้งสองฝ่ายมุ่งบรรลุความตกลงที่มีความทะเยอทะยาน ทันสมัย และสมดุล ซึ่งครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ อาทิ:
- ภาษีการค้าและมาตรการอื่นนอกเหนือจากภาษีการค้า
- การบริการ
- การลงทุน
- การจัดซื้อสาธารณะ
- ทรัพย์สินทางปัญญา
- การปฏิรูปกฎระเบียบและข้อบังคับในการดำเนินธุรกิจ และ
- การพัฒนาอย่างยั่งยืน
ติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับการเจรจาได้ที่นี่: https://policy.trade.ec.europa.eu/eu-trade-relationships-country-and-region/countries-and-regions/thailand/eu-thailand-agreement_en
ความร่วมมือระหว่างประเทศ
สหภาพยุโรปเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยการสนับสนุนของสหภาพยุโรปดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศและหลักพหุภาคี เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) และความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Paris Agreement on Climate Change)
โครงการต่าง ๆ ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรปในประเทศไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามความตกลงความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศไทย (PCA) รวมถึงสนับสนุนมิติภายนอกของยุทธศาสตร์และนโยบายของสหภาพยุโรป นอกจากนี้สหภาพยุโรปยังให้ทุนสนับสนุนแก่องค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทยผ่านการเปิดรับข้อเสนอโครงการอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งให้ความช่วยเหลือแก่ผู้พลัดถิ่นในศูนย์พักพิงบริเวณชายแดนไทย-เมียนมามาเป็นเวลาหลายปี ประเทศไทยยังได้รับประโยชน์จากโครงการความร่วมมือที่ครอบคลุมหลายประเทศ และร่วมมือกับสหภาพยุโรปในระดับภูมิภาคในฐานะสมาชิกของอาเซียน
ภายใต้โครงการ “Global Europe: Neighbourhood, Development and International Cooperation Instrument” สหภาพยุโรปได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 25 ล้านยูโร สำหรับกลไกความร่วมมือในช่วงปีพ.ศ. 2564–2570 เพื่อสนับสนุนการหารือเชิงนโยบายและความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปกับประเทศไทยในหลากหลายสาขา
การให้ความช่วยเหลือของเรายึดหลักการเปิดรับทุกกลุ่มคนอย่างเท่าเทียมและการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สหภาพยุโรปมุ่งมั่นที่จะสอดแทรกมุมมองของเยาวชน การส่งเสริมพลังของสตรี และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนพิการไว้ในแนวทางการดำเนินงานของเรา สำหรับตัวอย่างโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรปในประเทศไทย สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความนี้
โกลบอลเกตเวย์ (Global Gateway)
โกลบอลเกตเวย์ (Global Gateway) เป็นยุทธศาสตร์การลงทุนภายนอกของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นข้อเสนอของสหภาพยุโรปในการสนับสนุนประเทศพันธมิตรทั่วโลกให้บรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมในข้อตกลงปารีส (Paris Agreement)
โกลบอลเกตเวย์มีเป้าหมายในการระดมเงินทุนจากภาคเอกชน เพื่อเพิ่มผลลัพธ์ในการขจัดความยากจนและการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยสหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกจะระดมการลงทุนเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าสูงถึง 400,000 ล้านยูโร ในช่วงปีพ.ศ. 2564–2570 ซึ่งรวมถึง 10,000 ล้านยูโรสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านการผสมผสานระหว่างเงินอุดหนุน (Grants) เงินกู้ผ่อนปรน (Concessional loans) และการค้ำประกันเพื่อลดความเสี่ยงทางการลงทุน
โกลบอลเกตเวย์ดำเนินการผ่านแนวทางทีมยุโรป (Team Europe) ซึ่งเป็นการผนึกกำลังระหว่างสหภาพยุโรป ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ตลอดจนสถาบันการเงินและสถาบันด้านการพัฒนาของทั้งสองฝ่าย เพื่อร่วมกันให้การสนับสนุนทั้งในรูปแบบทางการเงินและที่ไม่ใช่ทางการเงิน
สามารถดูตัวอย่างโครงการภายใต้โกลบอลเกตเวย์ที่กำลังดำเนินการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้จากบทความต่อไปนี้
เครื่องมือทางนโยบายต่างประเทศ
หน่วยงานด้านนโยบายต่างประเทศ (Service for Foreign Policy Instruments: FPI) มีหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปไปสู่การปฏิบัติอย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น โดยยึดแนวทางที่ขับเคลื่อนด้วยนโยบายและบูรณาการการดำเนินงานในทุกมิติ อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นหน่วยงานด่านหน้าของสหภาพยุโรปในการตอบสนองต่อสถานการณ์เร่งด่วน วิกฤตการณ์ ตลอดจนความต้องการและโอกาสใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ปัจจุบันหน่วยงานด้านนโยบายต่างประเทศมีทีมภูมิภาค (Regional Teams) จำนวน 5 ทีม ซึ่งประจำอยู่ในคณะผู้แทนสหภาพยุโรปทั่วโลก
ทีมภูมิภาคของหน่วยงานด้านนโยบายต่างประเทศ (FPI) ณ กรุงเทพมหานคร ได้รับการจัดตั้งอย่างเป็นทางการในปีพ.ศ. 2560 และทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการดำเนินงานของ FPI ในภูมิภาคเอเชีย/แปซิฟิก เพื่อส่งเสริมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศต่าง ๆ กว่า 25 ประเทศทั่วภูมิภาค ประเด็นสำคัญในการดำเนินงานของเราครอบคลุมด้านที่เป็นประโยชน์ร่วมกันและความร่วมมือระหว่างกัน อาทิ ความมั่นคง ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและนวัตกรรม ตลอดจนการทูตสาธารณะและการสร้างการรับรู้ต่อสาธารณชน
เราดำเนินความร่วมมือกับประเทศไทยในหลากหลายประเด็นสำคัญ อาทิ ด้านเศรษฐกิจ (เช่น ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร อนาคตการทำงานที่ดี ห่วงโซ่คุณค่าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และทรัพย์สินทางปัญญา) เยาวชน วัฒนธรรมและสื่อ รวมถึงด้านความมั่นคง เช่น โครงการ “Enhancing Security Cooperation In and With Asia” (ESIWA+) หรือโครงการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการลดภัยคุกคามจากสารเคมี ชีวภาพ รังสี และนิวเคลียร์ (CBRN Centre of Excellence Initiative) โดยทำงานร่วมกับคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย เราร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลไทย หน่วยงานของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป องค์การระหว่างประเทศ ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ร่วมกับพันธมิตรของเรา สหภาพยุโรปมุ่งมั่นดำเนินโครงการและกิจกรรมที่สร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเสริมสร้างพันธกรณีด้านนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป และส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างกัน
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ FPI โปรดเยี่ยมชม: https://fpi.ec.europa.eu/about-us_en
ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
การปฏิบัติงานด้านมนุษยธรรมของสหภาพยุโรปเริ่มดำเนินงานในประเทศไทยตั้งแต่พ.ศ. 2538 โดยทำหน้าที่สนับสนุนโครงการด้านมนุษยธรรมของสหภาพยุโรปทั่วภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และได้เข้าไปตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ทั้งที่เกิดจากภัยธรรมชาติและวิกฤตที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ทั่วทั้งภูมิภาค
แม้ว่าความช่วยเหลือส่วนใหญ่ที่ผ่านมาได้มุ่งเน้นไปที่การให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นแก่ผู้พลัดถิ่นชาวเมียนมาที่อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวบริเวณชายแดนไทย แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การดำเนินงานด้านการให้ความช่วยเหลือได้มุ่งเน้นไปที่การตอบสนองต่อความต้องการด้านมนุษยธรรมของผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัยที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทย
จากความท้าทายรอบด้านในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย สหภาพยุโรปให้การสนับสนุนความช่วยเหลือแก่กลุ่มเปราะบางที่สุด ตลอดจนพันธมิตรด้านมนุษยธรรม เพื่อให้มีความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติและวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ให้ได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยมีเป้าหมายโดยรวมคือการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศในการเตรียมพร้อมและตอบสนองต่อภัยธรรมชาติได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการคุ้มครองและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤต